อิซมัตกับการเลือกสรร

ถ้าอิซมัตเป็นการประทานให้ละก็ อิซมัตของบรรดาศาสดาและอิมามมิใช่เป็นการบังคับหรือ เหตุผลที่บ่งบอกว่าท่านนั้นดีกว่าบุคคลทั่วไปคืออะไร

อิซมัตหมายถึง การปกป้องรักษา การคุ้มครอง ในที่นี้หมายถึงการถูกปกป้องให้พ้นจากบาปและความผิด หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง ผู้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปทั้งปวง

อิซมัตเป็นการบังคับ หรือการเลือกสรร เป็นคำถามที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับประเด็นที่กำลังกล่าวถึง เนื่องจากคุณค่าของคนเราอยู่ที่ความเป็นอิสระในการเลือกสรรการกระทำต่าง ๆ ส่วนการบังคับ หรือการยัดเยียดในเรื่องของอิซมัต จึงดูเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าเนื่องจากไม่ได้แสวงมาด้วยตัวเอง เป็นความประสงค์ทีพระองค์จะทรงมอบให้กับบุคคลใดก็ได้สุดแต่พระประสงค์ของพระองค์ จึงไม่น่าเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบุคคลอื่น และไม่น่าได้รับรางยกย่องมากมายอันใด

ปัญหาดังกล่าวอธิบายได้ดังนี้ การเลือกสรรของมนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ ประการกล่าวคือ ความรู้ กับ ความต้องการ ฉะนั้น สมมุติว่าเราต้องทำความผิดก็อาจเป็นเพราะว่า

- เราไม่รู้ถึงความเลวร้ายที่แท้จริงของความผิดและผลเสียที่จะตามมา

- เราไม่มีพลังที่จะต่อต้านพลังเลวร้ายทีพอที่จะให้เราละเว้นการกระทำความผิด

ดังนั้น ถ้าสองกรณีนี้มีความเข็มแข็งเมื่อใด การเข้าใกล้ความผิดก็มีมากและแคบขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่เป็นมะอฺซูม (ผู้บริสุทธิ์) คือ บุคคลที่รอบรู้ถึงแก่นแท้ของบาปกรรม อย่างทะลุปุโปร่ง และเข้าใจถึงผลของการกระทำความผิดทั้งหลายที่จะตามมาด้วยการบรรลุทางจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันสามารถควบคุมพลังแห่งความต้องการ และพายุแ่ห่งอารมณ์ใฝ่ต่ำอันเป็นธาตุของความเป็นเดรัจฉานไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกด้านหนึ่งก็ไม่ยอมปล่อยให้การเลือกสรรหลุดลอยไปจากมือ พวกเราทั้งหมดในระดับหนึ่งเคยสัมผัสกับการปกป้องในทำนองนี้มาแล้วทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงไ่ม่กินและไม่ดื่มอาหารหรือสิ่งของโสโครกทั้งหลายอันเป็นอาหารต้องห้ามตามหลักคำสอนของอิสลาม ซึ่งสิ่งนี้ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายไม่เคยใส่ใจหรือคิดถึงมันเลยแม้แต่น้อยนิด และจะนัปสาอะำไรที่สิ่งนี้จะมาเกิดในสังคม หรือเกิดกับบุคคลที่บรรลุทางจิตใจแล้วเฉกเช่นบรรดามะอฺซูมทั้งหลาย

แต่คำถามยังคงคาใจเสมอว่า ทำไมความรู้แจ้งเหล่านี้จึงอยู่ในวงจำกัดของคนส่วนน้อย (เฉพาะที่เป็นมะอฺซูมเท่านั้น) จริงอยู่ว่าได้เปิดทางสว่างแก่ปัญญาแล้วว่าเป็นเพราะการเลือกสรรของพวกเขาได้ทำให้พวกเขามีความบริสุทธิ์ แต่มีเหตุผลอะไรที่บ่งบอกว่่าบุคคลเหล่านั้นดีกว่าบุคคลอื่น แน่นอนว่าบรรดาศาสดาและอิมามทั้งหลายมองเห็นการทำความผิดเสมือนยาพิษ ที่เสพเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทำหรือคิดก็ไม่คิดแล้วจะไปนัปสาอะไรกับการที่ท่านจะทำสิ่งเหล่านั้น ถ้าสมมุติว่าเรามีความรู้เหล่านั้นอยู่ในมือเราก็ไม่ทำความผิด เมื่อไม่กระทำความผิดเราก็เป็นมะอฺซูมด้วยเช่นกัน

สามารถกล่าวได้เช่นนี้ว่า ริวายะฮฺจำนวนมากมายบ่งบอกถึงความรอบรู้ของพระองค์ หมายถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงรอบรู้ถึงพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ก่อนที่พระองค์จะสร้างเขาขึ้นมา พระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์กลุ่มใดสามารถใช้ประโยชน์จากการเลือกสรรได้มากกว่ามนุษย์กลุ่มอื่น และแม้ว่าไม่มีความโปรดปรานพิเศษแก่พวกเขา พวกเขาก็จะไม่กระทำความผิด จะใช้การเลือกสรรเป็นบรรทัดฐานสำหรับการดำเนินชีวิตตลอดไป ซึ่งฐานันดรดังกล่าวที่บุคคลเหล่านั้นมี ประกอบการเลือกสรรอันเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับพวกเขา จึงเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาไปถึงยังจุดหนึ่งที่บุคคลอื่นไม่สามารถไปถึงได้ อันเป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺ (ซบ.) มอบความโปรดปรานพิเศษแก่พวกเขา  ซึ่งทำให้พวกเขาผูกพันอยู่กับความรู้และความต้องการแห่งสติปัญญา และได้รับการปกป้องที่สมบูรณ์

อีกนัยหนึ่งเหตุผลที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประทานความโปรดปรานพิเศษนี้แก่บางคน ซึ่งนอกเหนือไปจากผลรางวัล เนื่องจากเพื่อใช้เป็นสื่อสำหรับการชี้นำบุคคลอื่น ดังปรากฏในช่วงแรกของดุอาอฺ นุดบะฮฺ และเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวอธิบายว่า

อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงรอบรู้ตั้งแต่แรกก่อนการสร้างบรรดาศาสดาว่า พวกเขาจะสนับสนุนและจงรักภักดีปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ พวกเขาจะเคารพภักดีเฉพาะพระองค์เท่านั้น  จะไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ ดังนั้น บุคคลเหล่านี้เนื่องจากปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์อย่างเคร่งครัด จึงมีความสมบูรณ์และมีฐานันดรสูงส่งกว่าบุคคลอื่นทั้งหมด